
สวัสดีค่ะ
พอดีไปต่างจังหวัดช่วงสงกรานต์มาหลายวันเลยเว้นการอัพบล็อคไปซะนาน
วันนี้เราจะมาพบกับ " เทคนิกการหยิบประเด็นมาเล่าเรื่องให้โดนใจ ท่ามกลาง
สังคมและวัฒนธรรมของประเทศไทย"
สิ่งที่เรากำลังจะเขียนต่อไปนี้เป็นเรื่องจิตวิทยาการชักจูงจิตใจของมนุษย์
ผ่านทางสื่อ ซึ่งโดยปกติวงการสื่อโฆษณาบ้านเราจะใช้วิธีนี้อยู่เสมอ
มันอาจจะเป็นวิชามาร แต่ถ้าต้องการจะฝึกฝนให้การ์ตูนที่เราผลิตออกมาอยู่
ในชั้นแนวหน้าจนสามารถเข้าร่วมสงครามธุรกิจวัฒนธรรมระหว่างประเทศ
อย่างเช่น ผลงานจากประเทศฝีมือระดับ "บิ๊ก"อย่างญี่ปุ่น เกาหลี แล้วล่ะก็
เหอๆ ยังไงก็หนีวิชามารนี้ไม่พ้นแน่ๆ !!
ในปัจจุบัน สื่อการ์ตูนในสังคมไทยที่มีอิทธิพลต่อผู้อ่านอย่างมากคือ
การ์ตูนญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าเนื้อเรื่องในการ์ตูนนั้นอาจจะเกิดขึ้นเกิดใน
ประเทศญี่ปุ่น มีเนื้อหาเกี่ยวกับสังคมวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเรื่องไกลตัว
และไม่ได้เกี่ยวกับคนไทยเลย แต่กลับมีอิทธิพลในการจูงใจผู้อ่านให้
คล้อยตามสุดๆ เป็นเพราะผู้ผลิตได้ "หยิบยกประเด็นที่มนุษย์คนไหนๆก็สนใจ "
อย่าง เรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัว ความรัก ความพยายาม การต่อสู้
มาแทรกอยู่ในเนื้อหาของการ์ตูนให้ผู้อ่านรับรู้โดยไม่รู้ตัว
ไม่แปลก ที่ปัจจุบันประเทศไทยจะนิยมการ์ตูนแก๊กตลก มากกว่า "มังกะ"
เพราะการ์ตูนแก๊กเหล่านั้นได้กล่าวถึง "สิ่งใกล้ตัวพวกเขา" ที่ใครๆก็รู้สึกร่วมได้
เช่น การ์ตูนแก๊กการเมืองในหนังสือพิมพ์
" มนุษย์ต้องการอะไร ? "
" สิ่งใกล้ตัว คือ อะไร ? "
ทฤษฎี "ความต้องการตามลำดับขั้น" ของ Maslow
มาสโสลว์กล่าวถึงเรื่องลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์โดยเรียงจากมากไปน้อย
โดยที่มนุษย์จะมีความต้องการในขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตก่อน
เมื่อได้รับแล้วจึงมีความต้องการขั้นต่อไป
1) ความต้องการทางร่างกาย เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค
และที่อยู่อาศัย ถ้าไม่ได้รับในขั้นนี้แล้ว จะไม่มีในขั้นต่อไป
2) ความต้องการความปลอดภัย กำจัดความกลัว
3) ความต้องการความรักและการเป็นเจ้าของ
4) การยอมรับนับถือและเห็นว่าตนเองมีคุณค่าในสังคม
5) ความต้องการที่จะเข้าใจในตนเอง
6) ความปรารถนาที่จะรู้และเข้าใจในสิ่งที่ตนสนใจ เช่น พ่อครัวอยากจะฝึกฝน
และเรียนรู้เกี่ยวกับการทำอาหารเพื่อให้มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น
7 ) ความต้องการด้านสุนทรียะ เช่น ฟังเพลง ดูภาพสวยๆ
ทฤษฎีของ Maslow สามารถนำมาอ้างอิงเพื่อใช้ตอบข้อสงสัยในปัจจุบัน
เกี่ยวกับคำถามที่ว่า "ทำไมคนไทยจึงนิยมเรื่องตลกเบาสมอง มากกว่า
เรื่องราวที่เกี่ยวกับปรัชญายากๆ" เมื่อเราย้อนไปดูวงการภาพยนตร์ในไทย
จะเห็นได้ว่า แนวของหนังไทยที่ทำออกมาแล้วมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนน้อยกว่า
แนวอื่นๆ ได้แก่ แนวตลก เรื่องผีๆ แม้แต่หนังโรแมนติกก็ยังมีความเสี่ยงที่จะ
ขาดทุนได้ หลายๆคนอาจมีคำถามในใจว่า "ทำไมคนไทยไม่สนใจดูหนังที่ให้
ความรู้และคุณค่ากันบ้าง ทำไมชอบหนังตลก ทั้งๆที่ประเทศอื่นๆ
บางประเทศ สามารถผลิตหนังที่ให้ความรู้และคุณค่าออกมา และยังเป็นที่
ต้องการของคนในประเทศอีกด้วย"
ประชากรในแต่ละประเทศยังมีความต้องการตามลำดับขั้นไม่เท่ากัน ในประเทศ
ที่พัฒนาแล้ว กำลังพัฒนา และด้อยพัฒนา ย่อมมีความต้องการต่างกัน เช่น
ประเทศที่ประสบปัญหาขาดแคลนปัจจัย 4 พวกเขาอาจไม่อ่านการ์ตูนเลย หรือ
ถ้าจะอ่านก็ต้องการเพียงความสุข สนุก สบายใจ ที่ทำให้พวกเขาลืมความทุกข์
ในชีวิตประจำวันได้ และ ประเทศที่เทคโนโลยีสูงส่ง แต่เกิดการล่มสลายของจิตใจ
ผู้คนในประเทศเหนื่อยกับการใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ พวกเขาจะสามารถอ่านการ์ตูน
ที่มีเนื้อหายากๆที่อาจทำให้พวกเขาค้นพบความหมายของการมีชีวิต และมีจิตใจ
ที่เป็นสุขได้
ทฤษฎี "แรงขับ" ของ ซิกมันด์ ฟรอยด์
ซิกมันด์ ฟรอยด์ จิตแพทย์ชาวเวียนนาผู้มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของ
วงการจิตวิทยา เป็นผู้ให้แนวคิดทฤษฎี "แรงขับ" ซึ่งกล่าวไว้ว่า "แรงขับ
หรือ แรงผลักดัน"(Drive)จากจิตไร้สำนึก ทำให้มนุษย์เรามีการ
กระทำต่างๆเกิดขึ้น ฟรอยด์กล่าวว่าจิตใจของเราเปรียบเสมือนภูเขา
น้ำแข็งที่ลอยอยู่ในทะเล มีส่วนพ้นน้ำเพียงนิดเดียว ซึ่งส่วนที่พ้นน้ำนี่แหละ
คือ "จิตสำนึก" คือ จิตใจที่เรารู้ตัว มีความนึกคิดไหลผ่านอยู่เสมออย่างรู้ตัว
ซึ่งเป็นส่วนของจิตใจเพียงซีกเล็กๆเท่านั้น ในขณะที่จิตใจส่วนที่เป็นดั่ง
ภูเขาน้ำแข็งที่จมอยู่ในทะเลอันมหึมานั้น คือ "จิตใต้สำนึก" และ"จิตไร้สำนึก"
แรงขับทางจิตไร้สำนึกนั้นคือ "สัญชาติญาณ" ที่มนุษย์ทุกคนพยายาม
จะเก็บมันไว้ในส่วนลึก เพราะ มันขัดต่อ "ศีลธรรม" แต่มนุษย์ก็ไม่มีวันที่จะลบ
สัญชาติญาณนี้ออกไปได้ แรงขับทางสัญชาติญาณทำให้มนุษย์คิด รู้สึก และ
กระทำสิ่งต่างๆอัติโนมัติโดยไม่รู้ตัว ฟรอยด์กล่าวไว้ว่าแรงขับที่สุดของสิ่งมีชีวิต
คือ แรงขับทางเพศ" การที่สิ่งมีชีวิตต้องมีการกินอาหาร ขับถ่าย พักผ่อน หรือ
ความก้าวร้าวเพื่อต่อสู้ ก็เพื่อการดำรงไว้ซึ่งสายเลือดของตน กล่าวได้ว่ามนุษย์
ก็มีสัญชาติญาณเหล่านี้อยู่ในจิตไร้สำนึกของตนเองโดยธรรมชาติทุกคน
การ์ตูนที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ และ ความรุนแรง จึงมีแรงดึงดูดอย่างมากที่ทำให้
ผู้อ่านสนใจ
จากทฤษฎีของนักจิตวิทยาดังข้างต้น ทำให้เราสามารถใช้ทฤษฎีเหล่านี้เพื่อ
ศึกษาความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย แล้วใช้ "สื่อการ์ตูน" ทำการจูงใจ
วิธีการสร้างความดึงดูดใจให้มีผลต่อการจูงใจ
1. ใช้ความเป็นจริง
คือ สิ่งที่เห็นได้ตามความเป็นจริง มีตัวตน สามารถรู้สึกได้ว่าเกิดขึ้นจริง
เช่น เราห้ามคนทำชั่ว เพราะมีกฏหมายบ้านเมืองลงโทษ จะได้ผลมากกว่า
การขู่ว่าเขาจะตกนรก
ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าไม่ควรเขียนการ์ตูนให้เวอร์กว่าความเป็นจริง
แต่หมายถึง ประเด็นที่เราหยิบมาเล่านั้นถ้าอ้างอิงจากสภาพความเป็นจริง
จะเป็นที่สนใจในสังคมนั้นมากกว่าการ์ตูนที่เกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ
ตัวอย่าง 1
การเขียนการ์ตูนเกี่ยวกับเพื่อนร่วมห้องเรียนเดียวกันที่มีเนื้อหาอยู่ใน
โรงเรียนเดียวกัน ย่อมเป็นที่น่าสนใจสำหรับเพื่อนร่วมห้องมากกว่าการ์ตูนแฟนตาซี
ที่มีตัวละครที่ไม่เกี่ยวข้องกับห้องเรียน
(กลุ่มเป้าหมาย เพื่อนในห้องเรียน)
ตัวอย่าง 2
การเขียนการ์ตูนเกี่ยวกับอาหารหรือการท่องเที่ยวในประเทศไทย จะมีโอกาส
ประสบความสำเร็จทางการตลาดในไทยมากกว่าการ์ตูนที่เกี่ยวกับสงครามพลังจิต
(กลุ่มเป้าหมายเฉลี่ยโดยรวมทุกวัย ทั้งเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ในประเทศไทย)
2.ใช้ความแปลกใหม่
คนย่อมให้ความสนใจกับของแปลกใหม่ มากกว่าของที่คุ้นเคย ชินตา เพื่อจูงใจ
ให้ผู้อ่านอยากลอง อยากสัมผัส อยากได้ แบ่งเป็นการใช้ความแปลกใหม่ของ
ประเด็นเนื้อเรื่อง กับ ความแปลกใหม่ของตัวละครหลัก
ตัวอย่างที่ 1
สมมติว่ากระแสการ์ตูนวัยรุ่นชายปัจจุบัน นิยมการ์ตูนหุ่นยนต์บู๊ล้างผลาญที่หยิบ
ประเด็นเกี่ยวกับ"การพิทักษ์ความถูกต้อง" ถ้าจะทำให้เป็นที่สนใจต้องหยิบประเด็นที่
แปลกใหม่ เช่น เสนอประเด็นเกี่ยวกับ "มุมมองของตัวร้ายที่มีต่อความถูกต้อง"
เป็นประเด็นดำเนินเรื่องหลัก
ตัวอย่างที่ 2
สมมติว่ากระแสการ์ตูนวัยรุ่นหญิงปัจจุบันนิยมการ์ตูนชายรักชาย พระเอกฝ่ายรุก
มาดเท่ห์ ขรึม ใจร้าย นิยมหยิบประเด็นเกี่ยวกับรักในวัยเรียน ถ้าจะทำให้เป็นที่สนใจ
อาจจะใช้วิธีหยิบคาแร็กเตอร์พระเอกฝ่ายรุกแบบแปลกๆที่ไม่เคยมีคนใช้มาก่อน
* ข้อควรระวัง ความแปลกใหม่ ทำใหคนสนใจในระยะต้น จดจำการ์ตูนเราได้
แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะชื่นชอบการ์ตูนของเราทันที ถ้าจะให้ชื่นชอบ
ในระยะยาวต้องใช้ความแปลกใหม่ที่วิเคราะห์ผลทางการตลาดอย่างแม่นยำ
3. ใช้ความเคลื่อนไหว
สิ่งที่มีความเคลื่อนไหวจะได้รับความสนใจกว่าสิ่งที่อยู่นิ่งๆ เช่น อะนิเมชั่นจะเป็น
ที่สนใจมากกว่าภาพนิ่ง หรือการใช้ป้ายโฆษณาสินค้าติดไฟหลายๆสี
ในหัวข้อการใช้ความเคลื่อนไหวให้เป็นที่สนใจโดยปกติจะเกี่ยวข้องกับเทคนิคทาง
การโปรโมต
ในกรณีของการใช้ความเคลื่นไหวเพื่อดึงดูดความสนใจในการ์ตูนจะเป็นเรื่องเทคนิก
การกำกับภาพเป็นหลัก เช่น การวาดการ์ตูนสำหรับเด็ก เด็กมีความสามารถใน
การรับรู้ที่น้อย ทำให้หวั่นไหว สงสัย สนใจในสิ่งที่เคลื่อนไหวไปมามากกว่าอยู่นิ่งๆ
ดังนั้นการ์ตูนสำหรับเด็กส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การผจญภัย เคลื่อนไหว ทำสิ่งต่างๆ
พวกเด็กๆจะชอบเรื่องแบบนี้มากกว่าเรื่องเกี่ยวกับตัวละครที่คิดอะไรเงียบๆ
นอกจากนี้สำหรับการ์ตูนทั่วไป การที่ตัวละครต่างๆในการ์ตูนมี "ภาษากาย"
อย่างชัดเจน ขยับไปมาตามนิสัย จะดึงดูดให้สนใจมากกว่าการให้ตัวละครแข็งทื่อ
คุยกันโดยเห็นแค่หน้าตา กับ ครึ่งตัว มันเป็นเรื่องของการใช้มุมกล้องน่ะแหละนะ
ไว้จะกล่าวถึงเทคนิกการใช้มุมกล้องในภายหลัง
4. ใช้ความรุนแรง
คนสนใจในสิ่งที่รุนแรง ดุร้าย หรือดูว่ามีลักษณะที่สาหัส เช่น เราจะสนใจอ่าน
หนังสือพิมพ์ ถ้าเห็นพาดหัวที่ดูตื่นเต้น รุนแรง กระตุ้นความรู้สึก หรือเห็นว่าเป็นเรื่อง
ร้ายแรงต่างๆ
การหยิบยกประเด็นความรุนแรงมาใช้ให้เป็นที่น่าสนใจเป็นประเด็นที่สามารถใช้ได้
ทุกยุคทุกสมัย สำหรับการ์ตูนสำหรับเด็ก ความรุนแรงเหล่านี้จะใช้ symbolic อื่นๆ
เพื่อลดความรุนแรงลง เด็กผู้ชายจะมีพลังในตัวเองมากดังนั้นกุศโลบายของผู้ทำ
การ์ตูนที่ดีจะออกแบบเนื้อเรื่องให้มีความรุนแรงในแบบ "พิทักษ์ความยุติธรรม"
หรือ "ทำตามความฝันโดยไม่ทำให้ใครเดือดร้อน"
บางครั้งเราอาจนำเสนอภาพความรุนแรงอย่างสาหัสนั้นกับตัวร้ายในเรื่องก็ได้
ผู้อ่านจะมีความรู้สึกได้ระบายความเครียด "สะใจ" "สมใจ" การระบายความเครียด
ทางการ์ตูนทำให้พวกเค้าลดความเครียดในชีวิตประจำวันได้
แต่อย่างไรก็ตามผู้ผลิตควรใช้เทคนิกความรุนแรงไปในทางที่สร้างสรรค์นะ
ถ้ามีข่าวฆ่ากันตายเพราะการ์ตูนเราเป็นเหตุนี่คงไม่ดีแน่ๆ
ละครหลังข่าวมักจะดึงดูด้วยการโฆษณาฉากยิงกัน กับ ฉากนางอิจฉาตบกัน
การ์ตูนก็คล้ายๆกันนี่แหละชอบฉากระเบิด ชกต่อย บาดแผล เลือด ความตาย
ความสูญเสีย โศกนาฎกรรม
5. ใช้ความสงสัย
มนุษย์เป็นลักษณะของสัตว์สังคม จึงมีความสนใจ ใคร่รู้ สงสัยในปัญหาต่างๆเสมอ
มนุษย์จะพยายามหาหนทางแก้ไขความสงสัยนี้(ด้วยการซื้อการ์ตูนเราตอนต่อไป^^)
การให้สารเพื่อการจูงใจอาจใช้วิธีทิ้งท้ายไว้ให้กระวนกระวายใจใคร่รู้ ซึ่งจะก่อให้เกิด
ความสนใจมากกว่าการให้ข่าวสารทั้งหมด
สำหรับการ์ตูนก็จะเป็นการผูกปมปรศนาและทิ้งไว้ในเรื่องให้สงสัยนี่เอง แต่ก็ต้องระวัง
จะทิ้งปมปริศนาที่มากเกินไปจนไม่เป็นรูปธรรมนะ เดี๋ยวจะกลายเป็นการ์ตูน abstract
ไม่มีใครอ่านรู้เรื่องไปซะนี่
เทคนิกการทำให้เกิดความสงสัย ปกติจะใช้วิธี "ทำลายสามัญสำนึกทิ้ง" เช่น
เพื่อนรักของตัวเอกที่โศกเศร้ามาโดยตลอดในเรื่อง(ผู้อ่านจดจำได้ว่าตัวละครนี้เศร้าๆ)
ปรากฏว่าตอนต่อไปตัวละครนั้นกลับร่าเริงอย่างถึงขีดสุด ส่งผลให้ตัวละครอื่นๆ
ในเรื่องเกิดความตกใจและสงสัย "เกิดอะไรขึ้น"
คุณคิดว่าเกิดอะไรขึ้น?
ผู้อ่านอาจจะเดาการ์ตูนของคุณค้วย "สามัญสำนึก" ของเขาเองว่า "คงต้องเจอเรื่อง
ที่ทำให้เค้ามีความสุขมากๆแน่เลย"
ตัวละครที่โศกเศร้านั้นร่าเริงอย่างถึงขีดสุดได้เนื่องจาก "ได้ฆ่าแม่ของตนเองกับมือ
ในรุ่งเช้าของวันนั้น"
นี่เป็นตัวอย่างของการทำลายสามัญสำนึกนะ แต่จริงๆไม่ต้องโหดแบบนี้ก็ได้ เหอๆ
คงมีคำถามต่อสินะ "ทำไมง่ะ !?"
ลองฝึกคิดดู
การ์ตูนแนวสืบสวนคิดยาก แต่มีโอกาสขายได้เป็นอย่างดี
ป.ล. ทิ้งปมไว้แล้วควรจะต้องคลายปมได้อย่างกระจ่างสมบูรณ์ด้วยนะ คิดซับซ้อน
มากไปคลายปมแบบมั่วๆเบลอๆจะถูกบรรณาธิการกับคนอ่านสับเอา เกี่ยวกับเทคนิก
วิชาคลายปมจะเขียนในบทหลังๆ เชื่อเหอะ มีนักเขียนการ์ตูนดังๆชั้นเซียนหลายเรื่อง
ที่ผูกปมโดยไม่ได้คิดคลายปมแต่แรก แล้วค่อยๆคิดหลังๆ มั่วจนเนียนได้ แบบนี้แหละ
ถึงจะเรียกว่าเซียนจริง !!
6. ความขัดแย้ง
จะทำอะไรให้เป็นจุดเด่น นี่มีแต่เรื่องร้ายๆเนอะ เหอๆ บอกแล้ว วิชามารสุดๆ
บอกได้เลยว่าที่อ่านมานี้บรรจุอยู่ในหลักสูตรของวิชาโฆษณาของมหาลัยเลยนะ
คนเรามักจะสนใจความขัดแย้งมากกว่าการคล้อยตาม เช่น คนชอบไปมุงดูคนเขาตีกัน
ชอบอ่านบทความโจมตีรัฐบาลในหนังสือพิมพ์ หรือ ชอบดูการต่อสู้แข่งขัน ฉะนั้นการ
ใช้ลักษณะข้อนี้มาเป็นสิ่งดึงดูดให้เกิดความสนใจจึงใช้ได้ดีเสมอ
ทำไมคนเราชอบและสนใจความขัดแย้ง
ความขัดแย้งทำให้ผู้อ่านสามารถตอบคำถามที่สงสัยในตัวเองได้ ว่าจะเลือกเป็น
ฝ่ายใดในความขัดแย้งนั้น เช่น ระหว่างการประสบความสำเร็จในกีฬา แต่จะต้องสูญเสีย
คนรัก เราจะเลือกอะไร ความขัดแย้งเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันเสมอและความขัดแย้งของ
ธรรมชาติรอบตัวเรานี่แหละที่ทำให้สิ่งมีชีวิตเกิดการพัฒนาตัวเอง
การใช้ความขัดแย้งในการ์ตูนแบ่งเป็น
1) ตัวละครขัดแย้งกับตัวละคร
มีตัวละครที่นิสัยร่าเริง พูดมาก ก็ต้องมีตัวละครนิสัยเงียบเชียบ ปากรูดซิบ การทำให้
พวกเขามาเจอกันจะทำให้เกิดความขัดแย้งที่ชัดเจน ตัวละครในเรื่องจะดูส่งเสริมกัน
ทำให้นิสัยชัดขึ้นและน่าสนใจมากกว่าการให้ตัวละครร่าเริง พูดมาก 2 คนอยู่ด้วยกัน
2)ตัวละครขัดแย้งกับประเด็นในเรื่อง
ประเด็นของเรื่อง คือ การต่อสู้เลือดสาด โหดร้าย อำมหิต ฆาตรกรรม แต่ใช้ตัวเอกเป็น
เด็กผู้หญิงน่ารักใสซื่อจะดูน่าสนใจกว่าตัวเอกเป็นผู้ชายหน้าตาโหดเหี้ยม
3)ประเด็นในเรื่องขัดแย้งกับประเด็นในเรื่อง
ประเด็นของเรื่อง คือ การช่วยเหลือกันทำให้นำมาซึ่งความรักและสันติภาพ แต่ในเรื่อง
เดียวกันนี้กลับมีประเด็นซ้อนขึ้นมาอย่างขัดแย้งว่า การกระทำที่ช่วยเหลือกันเช่นนั้น
กำลังทำให้นำไปสู่สงครามอย่างไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ตัวเอกจะสับสนในกลางเรื่อง
ว่าสิ่งที่เรากำลังทำมาทั้งหมดเป็นการทำลายชีวิตงั้นหรือ ลักษณะความขัดแย้งทาง
ประเด็นลักษณะนี้จะเป็นที่น่าสนใจกว่า ประเด็นที่ดูคล้อยตามและส่งเสริมกันในเรื่อง
เช่น การช่วยเหลือกันนำมาซึ่งความรักและสันติภาพ และการช่วยเหลือกันก็นำมาซึ่ง
มิตรภาพด้วย
ความขัดแย้ง เกิดจาก จุดยืนที่ต่างกันของแต่ละบุคคล คนเราไม่มีวันคิดเหมือนกันหมด
ทุกคนได้ ขอให้จำไว้ว่า ไม่สามารถทำได้ (แน่นอนเซียนการ์ตูนสุดๆให้ตายยังไงก็ไม่มี
วันทำให้ทุกคนชอบการ์ตูนของเราทุกคนได้)
ผู้สร้างงานการ์ตูนที่ชำนาญจะมีความเข้าใจในแต่ละฝ่ายที่กำลังขัดแย้งกันอย่างลึกซึ้ง
ราวกับว่าแต่ละฝ่ายนั้นไม่มีใครผิดใครถูก ซึ่งทำให้การ์ตูนของเราครอบคลุมเป้าหมาย
ทั้งผู้อ่านที่สนับสนุนจุดยืนหลักของเรื่อง และผู้อ่านที่สนับสนุนจุดยืนที่อยู่ตรงข้ามกัน
หมายเหตุ สำหรับการ์ตูนเด็กควรใส่ความขัดแย้งในระดับพอเหมาะ เพราะถ้าขัดแย้งมาก
เกินไป เด็กจะรู้สึกว่า "ไม่ได้ดั่งใจ" "ทำลายความฝัน" โดยปกติการ์ตูนเด็กจึงมักคลาย
ปมขัดแย้งไปในทางที่ดีและมีความสุข แต่ในกรณีการ์ตูนวัยรุ่น - ผู้ใหญ่จะสามารถสร้าง
ความขัดแย้งได้ตามใจชอบ แล้วแต่ว่าการ์ตูนของเราจะเป็นแนว positive (มองโลกแง่ดี)
หรือ แนว negative (มองโลกแง่ร้าย)
ความขัดแย้ง จะไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง ไม่มีใครผิดใครถูก แต่อยู่ที่ว่าเรื่องราวจะลงเอย
ด้วยดีหรือร้ายในความรู้สึกเราเท่านั้นเอง
7. ความใกล้ชิด
สิ่งใดที่อยู่ใกล้ตัวเรา เรามักให้ความสนใจมากกว่าสิ่งไกลตัว หรือเป็นสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับ
ตัวเรา เช่น การ์ตูนเกี่ยวกับชีวิตของแม่ค้าลำไย จะเป็นที่น่าสนใจน้อยสำหรับเด็กผู้ชายใน
วัยเรียนประถมปลาย ซึ่งพวกเขาจะสนใจการ์ตูนเกี่ยวกับเด็กประถมปลายที่มีพลังวิเศษ
มากกว่า เพราะรู้สึกว่าเกี่ยวกับตัวพวกเขามากกว่า
จะเขียนการ์ตูนให้ใครอ่าน ก็ต้องเลือกประเด็นที่มีความใกล้ชิดกับตัวผู้อ่าน โดยต้อง
ออกแบบให้มีความใกล้ชิดสมจริงกลุ่มเป้าหมาย ไม่ควรคิดเอาเองหรือมองเพียงผิวเผิน
"ถ้าเขียนการ์ตูน เป้าหมายก็ต้องเป็นเด็กไทย งั้นเขียนเรื่องเด็กที่เป็นฮีโร่ปราบเหล่าร้าย
ที่มีชื่อว่า ขบวนการม้าก้านกล้วยแมนดีกว่า" ตัวอย่างนี้เป็นลักษณะของการที่กวาดตามอง
ตลาดแต่เพียงผิวเผินเท่านั้น ในความเป็นจริงเราต้องคำนึงอย่างมากว่า "เรากำลังเขียน
ให้ใครอ่านอยู่"
ตัวอย่างเกี่ยวกับ ขบวนการม้าก้านกล้วยแมน ที่ยกตัวอย่างข้างต้นจะมีโอกาสประสบ
ความสำเร็จทางอะนิเมชั่นมากกว่ามังกะ เนื่องจากรายการการ์ตูนเด็กแบบนี้ เด็กๆที่มี
โอกาสได้ดูการ์ตูนน้อยจะสามารถรับมันได้ ในขณะที่มังกะจะมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้อ่าน
ที่คุ้นเคยกับการ์ตูนญี่ปุ่นมากกว่า (ผู้อ่านมังกะส่วนใหญ่ในประเทศไทยที่มีแรงซื้อสูงเป็น
วัยรุ่นถึงผู้ใหญ่ตอนต้น) กล่าวได้ว่ากรณีพล็อตสำหรับมังกะเรื่อง ม้าก้านกล้วยแมน
จะไม่สามารถประสบความสำเร็จในธุรกิจมังกะของประเทศไทยได้เลย
เราจะเห็นได้ว่าการ์ตูนล้อเลียนการ์ตูนญี่ปุ่นในตลาดการ์ตูนใต้ดิน(โดจิน) จะขายดีกว่า
การ์ตูนที่แต่งเนื้อเรื่องใหม่ทั้งหมด (Original) เนื่องจากผู้ซื้อในตลาดโดจินจะรู้สึกใกล้ชิด
คุ้นเคยกับการ์ตูนญี่ปุ่นที่ผู้สร้างงานโดจินนำมาล้อเลียนอยู่แล้ว
เทคนิกการนำหลัก"ความใกล้ชิด"มาใช้ในการทำให้การ์ตูนเราเป็นที่น่าสนใจ ก่อนอื่นเลย
จะต้องทำการบ้านหาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนว่า "เราจะทำให้ใครอ่าน" โดยปกติการเขียนการ์ตูน
ในประเทศไทย ตีพิมพ์ในไทย และขายในประเทศไทย จะต้องทำให้กลุ่มผู้อ่านที่เป็น
"คนไทย" อย่างแน่นอน
แต่ว่ากลุ่มเป้าหมาย "คนไทย" นี่สุดจะกว้างเลย
ถ้าไม่ได้ทำการ์ตูนใต้ดินแต่อยากทำการ์ตูนบนดิน ก็จะสาหัสกว่าการ์ตูนญี่ปุ่นหน่อย
เพราะการ์ตูนในประเทศญี่ปุ่นเป็นสิ่งที่คนทุกชนชั้นสามารถคุ้นเคยกับมันอยู่แล้ว
แถมยังมีแบบอย่างจากการ์ตูนของคนญี่ปุ่นรุ่นก่อนๆที่เขียนดีๆมาแล้วด้วย
แล้วจะทำยังไงน่ะเหรอ ก็เอาชีวิตจริงที่เราอยู่มาเขียนสิ !!
ผู้สร้างงานการ์ตูนที่มีความชำนาญจะสามารถจดจำเรื่องราวรอบตัวเราในชีวิตจริง
แล้วถ่ายทอดออกมาโดยราวกับว่าเป็นกล้องวิดีโอบันทึกภาพความทรงจำเลยทีเดียว
ผู้เขียนบางคนเลือกที่จะเขียนเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์จริงของเขา ซึ่งเป็นวิธีที่ดีมาก
เพราะจะทำให้มีความสมจริงมาก เช่น เคยไปเที่ยวหาดบางแสนแล้วสนุก ก็เลยกลับ
มาเขียนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับหาดบางแสน ผู้อ่านจะสามารถคล้อยตามเราได้เพราะ
หาดบางแสนอยู่ในประเทศไทย ทั้งนี้เรื่องเกี่ยวกับการคล้อยตามได้มากน้อยต่างกัน
จะขึ้นอยู่กับฝีมือในการกำกับภาพด้วย
การ์ตูนแฟนตาซีเป็นจะใช้การหาข้อมูลตามโลกความเป็นจริงน้อย คนอ่านรู้สึกว่าเป็น
เรื่องไกลตัว ไม่เกี่ยวกับเรา ทำให้คล้อยตามได้ยาก ต้องใช้เวลาในการปูเรื่องให้ผู้อ่าน
คล้อยตามมากกว่าการ์ตูนแนวอื่นๆ ดังนั้นการจะเพิ่มส่วนที่ทำให้ "อิน"ง่ายขึ้นควรจะ
เพิ่มเรื่องราวสังคมวัฒนธรรมบ้านเราเข้าไปในการ์ตูนแฟนตาซีนั้น เช่น ตัวละครมังกร
ในเรื่องชอบกินแกงเขียวหวาน อันนี้ตัวอย่างโจ๊กๆนะ ข้อสำคัญสุดๆเวลาเพิ่มเรื่องราว
ทางสังคมวัฒนธรรม ให้ดูกระแสนิยมเด็ก - วัยรุ่น - ผู้ใหญ่ตอนต้น ด้วย ว่าเค้ากำลังฮิต
และไม่ฮิตอะไรกัน เพราะถ้าใส่สิ่ง"เชยสุดๆ"เข้าไปในการ์ตูนแฟนตาซี อาจจะได้การ์ตูน
ที่เน่าสนิทเลยก็เป็นได้ การจะทำงานเกี่ยวกับศิลปะพาณิชย์นี่ต้องทันสมัยด้วยนะเออ
ควรฝึกออกแบบสิ่งต่างๆในการ์ตูนให้อินเทรนด์อยู่เสมอนะ
8. ความสนิทสนม
คล้ายๆกับข้อข้างบน แต่ไม่เหมือนกันซะทีเดียว คนเรามักให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรา
ใกล้ชิด คลุกคลี มีส่วนร่วม เช่น ถ้าจะเชิญชวนให้คนไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคระบาด
โดยแนะว่าจะมีผลไปถึงความปลอดภัยของคนในครอบครัว คนจะกระตือรือร้นมากกว่า
การบอกว่าทำเพื่อประเทศชาติ
การ์ตูนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ "เพื่อน" "คนรัก" "ครอบครัว" จะเป็นที่เข้าใจได้ง่ายและ
รู้สึกร่วมได้ง่าย การ์ตูนแนวครอบครัวจึงเป็นที่สนใจในวงกว้าง
การออกแบบพล็อตที่ต้องการกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะเลือกใช้
ประเด็นเกี่ยวกับ เพื่อน คนรัก และครอบครัว เพื่อทำให้ผู้อ่านคล้อยตามได้ง่าย
การเสนอประเด็นเกี่ยวกับเรื่องราวของคนที่สนิทสนมกับผู้อ่านจะทำให้ผู้อ่านสนใจ
"ถ้าพ่อแม่ของเราตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้บ้างล่ะ? เราจะทำยังไงกันนะ"
"แฟนนางเอกคิดกับนางเอกเหมือนแฟนเราเลย เค้าชอบมองว่าเวลาชั้นมีปัญหาอะไร
ชั้นกลับไม่พูด แต่ชั้นก็คิดแบบนางเอกนี่นาว่าถ้าพูดออกไปจะทำให้เค้าเสียใจ"
ข้อควรระวัง การเสนอโดยใช้ประเด็นเกี่ยวกับคนที่สนิทสนมกับผู้อ่านควรมีความ
สมจริงทางด้านอารมณ์ ความรู้สึก เพราะถ้าเสนอออกมาโดยขัดต่อความเป็นจริง
ทางด้านอารมณ์ ความรู้สึก จะทำให้ผู้อ่านคล้อยตามได้ยาก ทำให้การเสนอประเด็น
เกี่ยวกับความสนิทสนมไม่ได้ผลเท่าที่ควร
9. ใช้ความดึงดูดทางเพศ
อืม ไม่ต้องบรรยายก็คงเข้าใจข้อนี้กันอย่างถ่องแท้ทุกคน
มนุษย์เอ๋ย จงเข้าใจสัจธรรมเสียเถิดว่า ความลามกนั้นอยู่คู่มนุษยชาติตั้งแต่สิ่งมีชีวิต
ได้อุบัติขึ้นบนโลกแล้ว...
สิ่งที่แนะนำได้ คือ ใครเขียนไม่เป็น ไม่กล้าเขียน ก็หัดซะ ไม่งั้นเดินเส้นทางนี้ไม่รอด
ไม่ได้บอกให้หัดเขียนการ์ตูนโป๊นา
ความดึงดูดทางเพศ คือ ความงามของเพศตรงข้าม แม้ว่าบางทีการเขียนอะไรทะลึ่งๆ
จะทำให้น่าสนใจ(สุดๆ)ก็เหอะนะ แต่ไม่จำเป็นจะต้องเขียนก็ได้ แต่ถ้าเขียนได้ก็ได้เปรียบ
เอ๊ะ ยังไงกันแน่เนาะ หุๆ เอาเป็นว่าอย่างน้อยที่สุด ผู้ที่เขียนการ์ตูนอย่างชำนาญจะ
สามารถแสดงความงดงามของเพศหญิง หรือ เพศชาย ในเรื่องให้ดึงดูดผู้อ่านที่เป็น
เพศชาย และ หญิง ได้
การใช้ความดึงดูดทางเพศในการ์ตูนแบ่งเป็น
1) ตัวละครมีความดึงดูดทางเพศ
ขาว สวย หมวย อึ๋ม เซ็กซี่ แบนแต๋ ใส่แว่น โลลิ หล่อ ล่ำ เพรียว งาม คมเข้ม ฯลฯ
เอาเป็นว่ารวมคุณสมบัติที่แสนเลิศเลอที่จะกระชากใจหนุ่มๆสาวๆไว้ได้ไม่ยากเย็น
แม้จะเอามายำกันด้วยเนื้อเรื่องที่จืดจางแค่ไหน แค่เห็นตัวละครเหล่านี้ขยับไปมา
ก็เป็นสุขกันแล้วล่ะ เหมือนปั้นดาราเลยเนอะ
2)เนื้อเรื่องมีความดึงดูดทางเพศ
เรื่องทางเพศใครๆสงสัย สนใจ และรู้สึกเหมือนมีฮอร์โมนอะไรสักอย่างหลั่งใน
ร่างกาย แถมเลือดสูบฉีดแรงอีกตะหาก เทคนิกนี้เรียกว่าทำให้ดังเร็ว แค่เขียน
ออกมาทะลึ่งๆให้วาบหวาม ก็อ่านกันเพลินแล้ว
แหม หัวข้อนี้ เขียนออกมาดูไม่เป็นวิชาการเลยเนอะ เข้าใจกันถ้วนหน้าเชียว
เวลาเขียนจะลามกระดับไหนก็ดูกลุ่มเป้าหมายด้วยนะ แต่ถ้าจะให้การ์ตูนขายได้
ในระดับวงกว้างไม่ไปจิ้มตาผู้ใหญ่เข้าละก็ ให้ใส่พอเหมาะ หรือใส่แบบแฝงๆละกัน
เทคนิกการใส่ฉากลามกแบบแฝงๆจะกล่าวในภายหลังในหัวข้อการกำกับภาพ
โดยใส่ฉากลามกอย่างมีศิลป์ หลีกเลี่ยงการตะบันใส่ในกรณีไม่อยากเป็นการ์ตูนโป๊
หรือที่เรียกว่าการ์ตูน H (Hentai)
ดูกระแสปัจจุบันด้วยนะ ว่าคาแร็กเตอร์แบบไหนกำลังนิยม
10. ใช้อารมณ์ขัน
คนทั่วไปจะพอใจพูดคุยกับคนที่มีอารมณ์ขัน หรือฟังเรื่องเบาๆ มากกว่าเรื่องราว
ที่มีเนื้อหาสาระมากเกินไป ดังนั้น การจูงใจอาจใช้เรื่องตลกขบขันหรือเรื่องเบาๆ
มาเป็นเครื่องช่วยชักจูงความสนใจของผู้ฟัง นอกจากนี้การใช้เรื่องตลกขบขันยังมี
ผลให้เกิดความจำและเข้าใจได้ดีด้วย
เรื่องตลกจำเป็นอย่างมากที่จะใช้จูงใจคนให้สนใจอ่านการ์ตูนของเราตั้งแต่ต้นจน
จบเรื่อง การ์ตูนที่มีตลกใส่อยู่จะอ่านง่าย เข้าใจง่าย ใครๆอ่านก็หัวเราะ จิตใจ
ผ่องใส ดีไม่ดีพวกเขาจะชวนเพื่อนๆให้ติดตามการ์ตูนนั้นๆด้วยอีกตะหาก
"ฮาสุดๆ ตอนนี้ ลองอ่านดูสิ" เรื่องที่ทำให้หัวเราะได้ใครๆก็ชอบ
การ์ตูนที่ฮากลิ้งไม่จำเป็นต้องมีแต่ตลกอย่างเดียว การ์ตูนที่เครียดเศร้าเคล้าน้ำตา
ก็สามารถจะตลกได้ การใส่เรื่องตลกเบาสมองทำให้ผู้อ่านลดความเครียดเมื่อเจอ
เรื่องหนักๆในการ์ตูน อย่างเวลาที่อยู่ในช่วงเนื้อเรื่องที่เครียดมากๆการใส่มุขตลก
เบาสมองลงไปผ่อนคลายจะทำให้ผู้อ่านรู้สึกราวกับได้รับคำปลอบใจ โดยเฉพาะใน
การ์ตูนเด็ก - วัยรุ่น จะใช้เทคนิกการใช้อารมณ์ขันเช่นนี้อยู่เสมอ
การ์ตูนตลกเป็นการ์ตูนที่เขียนง่ายที่สุด แต่ส่วนที่ยากมันคือเขียนออกมาแล้วคนเขา
จะขำหรือไม่เนี่ยสิปัญหา การ์ตูนตลกเป็นการ์ตูนพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ ถ้าใคร
เขียนการ์ตูนตั้งแต่เด็กๆจะจำได้ว่า การ์ตูนที่เด็กๆวาดจะเป็นเรื่องราวเกินจริง โอเวอร์
สนุกสนาน ตลกขบขัน อยู่เสมอ (แม้ว่าผู้ใหญ่หรือเพื่อนจะไม่ตลกด้วย แต่อย่างน้อย
เราที่เป็นคนเขียนก็รู้สึกว่ามันตลก) ดังนั้นจึงบอกได้ว่ามนุษย์ทุกคนนั้นมีความสามารถ
ในการถ่ายทอดเรื่องตลกและเบาสมองในรูปแบบของตัวเองทุกคน(ย้ำว่ารูปแบบตัวเอง)
แต่การจะเขียนการ์ตูนให้ทุกคนขำกลิ้งได้นั้นต้องใช้ประสบการณ์แน่นอน เทคนิกการ
เขียนให้ขำจะกล่าวในภายหลัง สำหรับการวาดการ์ตูนตลก มุขอย่างเดียวไม่พอหรอก
แต่อยู่ที่ฝีมือการกำกับภาพด้วย
มุขตลก บางครั้งก็ใช้สำหรับลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเราเสนอประเด็นขัดแย้ง
หรือที่เรียกกันว่า "มุขตลกเสียดสีสังคม" สิ่งที่เราจะนำมาเขียนในการ์ตูนบางครั้ง
ถ้าเราเสนอลงไปตรงๆโต้งๆ อาจจะทำให้ผู้อ่านที่ไม่เห็นด้วยโกรธได้ เช่น การเขียน
การ์ตูนแก๊กการเมือง การเขียนการ์ตูนล้อเพื่อน อย่างการ์ตูน 4 ช่องที่ประกอบบทความ
Comics Director แห่งนี้ก็จัดเป็นมุขตลกเสียดสีเพื่อลดความรุนแรงในการนำเสนอ
เช่นกัน
มุขตลก บางครั้งก็เป็นการใช้สำหรับแนะนำเรื่องราวให้ผู้อ่านรู้สึกคุ้นเคยกับเรื่องราว
และตัวละครในเรื่องแล้วจึงดึงสู่ประเด็นหลักที่เราต้องการนำเสนอในภายหลัง เราจะเห็น
ได้บ่อยว่าในการ์ตูน"โชเน็น"(การ์ตูนสำหรับเด็กผู้ชาย)ทั่วๆไปจะเปิดเรื่องโดยทำเป็น
ตลก - แอ็คชั่น ในช่วงแรกๆ อ่านแล้วฮาสุดๆ พอคนอ่านเริ่มชินเรื่องผู้เขียนจะดึง
เข้าสู่ประเด็นความขัดแย้งที่ดูเครียดขึ้น อาจจะมีมุขตลกน้อยลง เป็นการดึงคนอ่าน
เข้าสู่โลกของผู้เขียนอย่างสมบูรณ์
มุขตลก บางครั้งก็ใช้ในการนำเสนอพล็อตที่แปลกใหม่มากๆ อย่างเช่น การ์ตูนกีฬา
อเมริกันฟุตบอล ซึ่งดูเป็นเรื่องที่ไม่คุ้นเคยมากๆ พล็อตแปลกก็จริง แต่ยังไม่ชวน
ให้อ่านมากนักเว้นแต่คนที่สนใจอเมริกันฟุตบอลแต่เดิม การขยายตลาดให้กว้างขึ้น
จึงต้องใช้เรื่องราวที่ตลกสนุกสนานเข้ามาช่วยในการถ่ายทอดเรื่องราว ซึ่งถ้าเสนอ
ออกมาแบบจริงจัง เครียด ตั้งแต่เริ่มต้น คนที่ไม่สนใจอเมริกันฟุตบอลเลย ก็จะแทบ
ไม่แตะต้องการ์ตูนนั้นเลย เพราะอย่างน้อยถ้ามันเป็นเรื่องตลกให้หัวเราะ พวกเขาที่
ไม่สนใจตัวกีฬาก็จะสามารถอ่านเอาความตลกได้และเมื่อซึมซับเรื่องราวที่สอดแทรก
ไว้ก็จะทำให้คล้อยตามได้ไง
ฝึกเขียนเรื่องตลกให้ชำนาญไว้จะได้เปรียบมาก
11. ใช้ความกลัว
การสร้างข่าวสารในลักษณะที่ทำให้ผู้รับเกิดความกลัว ทำให้ผู้รับสนใจมากเพราะ
ความกลัวเกิดจากความไม่รู้ คนเราจะพยายามขจัดความกลัวด้วยการพยายามหา
คำตอบ ความรู้สึกกลัวเป็นความรู้สึกที่รุนแรงมากของมนุษย์
เราจะเห็นได้ว่า ทั้งๆที่ บางคนก็กลัวแต่ก็ชอบดูหนังผี คนเราชอบเรื่องที่ดูตื่นเต้น
คาดเดาไม่ได้
สำหรับการ์ตูนสยองขวัญ เรื่องผี วิญญาณ ที่น่ากลัวมากๆ อ่านแล้วขนหัวลุก
แม้ว่ามันอาจจะทำให้ผู้อ่านที่เคยอ่านนั้นกลัวจนไม่กล้าหยิบมาอ่านซ้ำแล้วซ่อนมัน
ไว้ใต้สุดของชั้นหนังสือเลยก็ตาม ผู้อ่านก็จะยากที่จะลบภาพที่น่ากลัวนั้นออกไปได้
ทำให้ติดตา กระวนกระวาย พยายามหาทางแก้ไข ซึ่งอาจจะพยายามอ่านตอนต่อไป
ที่ผู้เขียนได้เขียนทางออกไว้ เช่น ตัวเอกปราบผีได้สำเร็จ และอาจจะนำเรื่องผีๆ
เหล่านี้ไปเล่าสู่กันฟังปากต่อปากเพื่อท้าทายความกล้าของเพื่อนได้ วิธีเหล่านี้
จัดเป็นการใช้ประโยชน์จากความกลัวทั้งสิ้น
กลุ่มเป้าหมายที่มีความสามารถในการรับรู้ไม่มาก เช่น เด็ก หรือ กลุ่มเป้าหมายที่อยู่
ในสังคมที่มีความเชื่อเรื่องผีสางเทวดามากๆ จะสนใจเรื่องราวแบบนี้มาก เราจะเห็นว่า
เรื่องผีจะจับกลุ่มตลาดได้กว้างมากในบ้านเรา
วิธีการพล็อตเรื่องให้โดนท่ามกลางสังคมวัฒนธรรมประเทศไทย
- เริ่มต้นให้พิจารณาว่าเราจะจับกลุ่มเป้าหมายใดบ้าง เราอยากให้ใครอ่านบ้าง ถ้าต้องการ
ขยายตลาดวงกว้างมากๆ ให้เลือกประเด็นที่มีความเป็นสากลสูง เช่น ตลก - ครอบครัว
พยายามมองว่า เรื่องอะไรทำตลาดได้ เรื่องอะไรทำตลาดไม่ได้ ควรวิเคราะห์ให้ละเอียด
ที่สุด เพราะ เรื่องเกี่ยวกับ พล็อตที่ทำตลาดได้หรือไม่ จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญมากในการ
ทำตลาดการ์ตูน ถ้าขั้นนี้ล้มเหลว พล็อตขายไม่ได้ แม้ทำดีแค่ไหนก็ทำตลาดไม่ได้
- ขั้นต่อมาให้พิจารณากระแสนิยมในปัจจุบัน ให้หาว่าสิ่งใดกำลังเป็นที่นิยมในกลุ่ม
เป้าหมาย เช่น ถ้าจับกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่น ก็ต้องสำรวจว่าวัยรุ่นกำลังนิยมอะไรบ้าง
ชอบการแต่งตัวแบบไหน ชอบกินอะไร เวลาสำรวจข้อมูลให้เปิดเว็บ หรือ เปิดนิตยสาร
ดูไปเลย แค่คุยกับเด็กวัยรุ่นแถวบ้านนั้นไม่เพียงพอแน่นอน ถ้าไม่สามารถทำใจ
ให้ชอบสิ่งที่วัยรุ่นนิยมได้ให้เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายผู้อ่านใหม่ไปเลยดีกว่า ให้หา
กลุ่มเป้าหมายที่เราถนัด แต่อย่างที่เคยบอกไปว่าประเทศไทยเราไม่สามารถจะจับ
ตลาดการ์ตูนมังกะในผู้ใหญ่ได้ เพราะฉะนั้นยังไงก็ต้องฝึกเขียนให้เด็กกับวัยรุ่นชอบ
ให้ได้อยู่ดี ดังนั้นใครที่เขียนแต่มังกะผู้ใหญ่เป็นอย่างเดียวถ้าไม่เขียนให้โป๊ก็ทำ
ตลาดลำบากซะหน่อยล่ะ
- หลังจากที่ค้นคว้าข้อมูลสำรวจ"ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายตามวัย" และ
"สิ่งที่กลุ่มเป้าหมายกำลังนิยมในปัจจุบัน" ขั้นต่อมาจะต้องทำการสำรวจเกี่ยวกับ
"สิ่งที่กำลังเป็นที่นิยมสำหรับวงการการ์ตูนในปัจจุบันด้วย" เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
ที่มีงานอดิเรกอ่านการ์ตูนยิ่งขึ้นไปอีก
ตัวย่างที่ 1
การทำตลาดกลุ่มผู้อ่านวัยรุ่นชาย สมมติว่าในปัจจุบันวัยรุ่นชายกำลังนิยมการเต้น
street dance และวงการการ์ตูนสำหรับวัยรุ่นชายกำลังนิยมสาวน้อยโมเอะโลลิค่อน
(เด็กผู้หญิงน่ารักสุดขั้ว) ก็อาจจะนำเสนอพล็อต "โมเอะ street dance"
ตัวอย่างที่ 2
การทำตลาดกลุ่มผู้อ่านวัยรุ่นหญิง สมมติว่าในปัจจุบันวัยรุ่นหญิงกำลังนิยมการ
ตัดชุดคอสเพลย์ด้วยตัวเอง(ตัดชุดตามตัวละครในการ์ตูน) และวงการการ์ตูนวัยรุ่นหญิง
กำลังนิยมการ์ตูนแนวฮาเร็ม นางเอกคนเดียวมีสุดหล่อรุมจีบเพียบ ก็อาจจะนำเสนอ
พล็อต "นางเอกที่ชอบตัดชุดคอสเพลย์ด้วยตัวเองที่มีหนุ่มสุดหล่อรุมเพียบให้ว้าวุ่นใจ"
ในขณะที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตการตัดชุดคอสเพลย์เอง ก็ยังมี event หนุ่มๆมาให้
รู้สึกร้อนผ่าวเพียบเลย โอ้ อะไรมันจะขนาดน้าน
ตัวอย่างที่ 3
การทำตลาดกลุ่มผู้อ่านทุกเพศทุกวัย สมมติว่าในปัจจุบันทุกๆคนทั้งเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่
กำลังนิยมการไปกินหมูกะทะ วงการการ์ตูนสำหรับทุกเพศทุกวัยนิยมการ์ตูนเชิงสารคดี
อาจจะนำเสนอพล็อต "ครอบครัวจอมวุ่นที่พาเราไปเยี่ยมชมและแวะชิมร้านหมูกะทะ
เด็ดๆทั่วประเทศ โดยเสนอข้อมูลของร้านหมูกะทะเจ๋งๆในประเทศไทย"
- เวลาออกแบบพล็อตให้คำนึงว่าการ์ตูนของเราจะลงยาวนานเท่าไรด้วย ถ้าเป็นพล็อต
สำหรับการ์ตูนสั้นๆการพล็อตโดยอาศัยกระแสที่กำลังบูมจะได้ผลดี แต่ถ้าเป็นการ์ตูน
เรื่องยาว จะต้องระวังว่าพล็อตที่เรานำมาใช้อาจจะหมดยุคเร็วก็ได้
- การหมดยุคของพล็อตที่เรานำมาใช้เป็นสิ่งที่ผู้เขียนทุกคนจะต้องเจอทุกคน
การที่เราพล็อตโดยใช้กระแสอื่นช่วยอาจทำให้การ์ตูนเราขายได้ในระยะสั้นๆก็จริง
ดังนั้นทางที่ดีเราไม่ควรพล็อตตามกระแสเพียงอยากเดียว แต่ควรเป็น"ผู้สร้างกระแส"
ด้วยตนเอง เราจะเห็นได้ว่ามีกระแสนิยมหลายสิ่งหลายอย่างในโลกที่มาจากการ์ตูน
เทคนิกการผลักดันพล็อต
ผู้เขียนการ์ตูนเป็นศิลปินนักถ่ายทอด พวกเขาจะมีเรื่องราวในจินตนาการที่อยากจะ
ผลักดันเรื่องราวในจินตนาการของตัวเองออกมาให้โลกรับรู้ แต่ถ้าจะพล็อตเรื่อง
ตามใจฉันก็อาจจะทำให้การตลาดล่มได้ การเขียนการ์ตูนตามกระแสตลาดทำให้
ทำธุรกิจได้ก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่สามารถทำเรื่องราวในหัวให้มัน
เป็นพล็อตที่ขายได้เลย มันก็ไม่ใช่แบบนั้นซะทีเดียว มันอาจจะลำบาก ยุ่งยาก
มากกว่าการเขียนการ์ตูนตามกระแส แต่ถ้าเรามีเทคนิกในการเสนอที่เหนือชั้น
บวกกับโชคดี ก็อาจจะพลิกล็อคกระแสตลาดกลายเป็นผู้นำกระแสเองก็ได้
1. ใช้วิธีการเสนอแง่มุมอีกด้านของสิ่งที่สังคมกำลังสนใจแล้วนำมาใส่ลงใน
พล็อตที่เราต้องการเสนอ (เช่น อยากวาดการ์ตูนเกี่ยวกับแม่มด)
- ก่อนอื่นเราต้องทำการสำรวจตลาดตามขั้นตอนการพล็อตกระแสตลาดปกติ
แต่เราต้องรู้ในเชิงลึกว่า "เพราะเหตุใดพวกเขาถึงชอบ" ยกตัวอย่างเช่น
กระแสตลาดกำลังนิยมเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆมีหู เราอาจวิเคราะห์ได้ว่าเป็นเพราะ
เด็กผู้หญิงเป็น symbolic (สัญลักษณ์) ของความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา อ่อนโยน
บวกกับแมวเป็นสัตว์โลกตัวเล็กที่น่ารัก ทำให้ความรักน่าเอ็นดูเพิ่มขึ้นไปอีก
เมื่อวิเคราะห์โดยเปรียบเทียบกับปัญหาสังคมปัจจุบันจะเทียบได้ว่าทุกวันนี้
สังคมกลายเป็นสังคมที่เร่งรีบ และคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันให้ความสนใจกับ
วัตถุนิยมมากกว่าจิตใจ ดังนั้นกลุ่มผู้อ่านที่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเหล่านั้นจึงแสวง
หาความอ่อนโยน ความสบายใจ ความบริสุทธิ์ใจ
- เมื่อเราวิเคราะห์ได้ว่าเหตุใดสิ่งนั้นถึงเป็นที่นิยม เราสามารถเอาคำตอบจาก
การวิเคราะห์ไปพิจารณาหาหนทางที่จะ "เติมเต็ม" ในสิ่งที่พวกเขาต้องการด้วย
หนทางแบบอื่นที่เราเลือกให้ เช่น สมมติว่าปัจจุบัน พล็อตเรื่อง "การกู้ชาติ"
ของกษัตริย์ผู้เป็นวีรบุรุษกอบกู้ชาติในอดีตได้รับความสนใจมาก เราอาจ
วิเคราะห์ได้ว่าสังคมปัจจุบันกำลังหวั่นไหวในการเมืองไทย ไม่อาจมั่นใจ
ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ตกอยู่ในความวิตกกังวล พล็อตเกี่ยวกับ"การกู้ชาติ"
จะเสนอการเติมเต็มทำให้รู้สึกว่าคนที่เป็นผู้นำเป็นคนที่ทำเพื่อประเทศชาติอย่าง
แท้จริง ในกรณีนี้สมมติว่าเราอยากจะเขียนการ์ตูนหุ่นยนต์สู้กัน เราอาจจะ
เสนอทางเลือกในการเติมเต็มใหม่โดยการเสนอพล็อตเกี่ยวกับ
"การ์ตูนหุ่นยนต์ที่เสนอความขัดแย้งทางการเมือง(ปัญหาคล้ายการเมืองไทย)
และนำไปสู่สงครามที่ทำให้ทุกคนสูญเสีย ล้มตาย หมดประเทศ" เป็นการเสนอ
การเติมเต็มคำตอบแบบสะท้อนและเสียดสีให้รู้สึกว่าสิ่งใดทำให้เกิดการเมืองเช่นนั้น
วิธีการผลักดันพล็อตเช่นนี้จะทำให้เราเสนอการ์ตูนแนวที่เราอยากวาดในขณะ
ที่แฝงการเติมเต็มให้จิตใจของคนในสังคม ทำให้ผู้อ่านรู้สึกมีความใกล้ชิด รู้สึก
คล้อยตามการ์ตูนเรา รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเรา
2. คงพล็อตเราไว้เหมือนเดิม แล้วเพิ่มเติมสิ่งที่เป็นที่นิยมเข้ามาเป็น "เครื่องชูรส"
สมมติว่าเราอยากจะเขียนการ์ตูนพล็อตที่แนวไปหน่อย ชนิดเสี่ยงมากที่จะขาดทุน
แต่ก็ดึงดันว่าจะเอาพล็อตนี้แน่นอน
กรณีนี้ให้เพิ่มเติมสิ่งเหล่านี้ลงไปในการ์ตูนเยอะๆ
- การวาดที่ "สวยมาก"
- คาแรคเตอร์แบบที่นิยมสุดๆ
- พล็อตอื่นๆที่กำลังฮิต
- ปรัชญาที่ใช้ได้ในชีวิตจริง
- ความรัก
เป็นการใช้วิธีใส่สิ่งยอดฮิตอื่นๆที่ดูโดดเด่น เข้ามาเสริมพล็อตเราให้ดูเด่นตาม
แล้วค่อยๆผลักดันเชิญชวนให้คนอ่านสนใจพล็อตที่เราต้องการจะเสนอจริงๆ
3. ใช้วิธีการผลักดันด้วยวิธีการทางธุรกิจ
วิชามารข้อสุดท้าย งานเราจะเป็นแบบไหนก็ตามก็สามารถเสนอจนเป็นที่รู้จักจนได้
ด้วยวิธีการ "โฆษณาชวนเชื่อ" ทางสื่อต่างๆให้เป็นที่รู้จักคุ้นเคย ใช้วิธีการ
โปรโมตทุกชนิดทั้งโฆษณา แจกตัวอย่าง แถมของ ลดราคา หรือไม่ก็ทำสินค้า
อื่นๆออกมาขายแล้วก็มีของแถมเป็นการ์ตูนเรา
วิธีนี้โดยปกติจะทำตลาดได้ในระดับหนึ่งเท่านั้นแต่ยากที่จะมีผลระยะยาว การใช้วิธี
ทางธุรกิจเป็นวิธีที่ผลักดันให้เป็นที่รู้จักได้ดีแต่ถ้าจะให้สื่อการ์ตูนของเราประสบ
ความสำเร็จทางธุรกิจการ์ตูนอย่างแท้จริง งานของเราจะต้องมีความดึงดูดอื่นๆ
ประกอบอยู่ด้วย
--------------------------
บรรณานุกรม
รศ.ดารณี พานทอง พาลุสุข , รศ. สุรเสกข์ พงศ์หาญยุทธ. ทฤษฎีการจูงใจ. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง ,2542